บทที่ 13 ความเจ็บที่ไม่มีวันจางหาย
“ไม่ใช่หรอกค่ะคุณฝน นิชากับคุณธีเป็นเพียงแค่คนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของกันและกันเท่านั้น อีกไม่นานก็ต้องจากลา”
วิญญาณล่องลอยส่ายหน้าเช่นกัน ก่อนทำให้นาฏนิชาผวา เมื่อเคลื่อนไหวหายวับมาเผชิญหน้าในเวลาเพียงเสี้ยววินาที ทำให้ความเย็นยะเยียบลอยมาปะทะผิวกายนวลเนียนมากอีกเท่าตัว นัยน์ตาส่อเค้าเศร้า
ร่างน้อยเซถอยหลัง พลันช้อนตาขึ้นมองฝนทิพย์
“คะ…คุณฝนต้องการอะไร” เธอกลั้นใจบังคับเสียงให้สม่ำเสมอ น้ำตาซึ่งเหือดหายทำท่าจะกลับมาเอ่อล้น ทั้งเจ็บร้าวทั้งกลัวในคราเดียว
“สัญญา ฉันอยากได้สัญญาจากเธอ”
“สัญญาอะไรคะ…คะ…คุณฝน” นาฏนิชาพูดตะกุกตะกักเพราะความกลัว
“อย่าทิ้งธีไปได้ไหมนิชา อยู่กับธี” คำขอช่างบาดลึกถึงจิตใจคนฟัง จนน้ำตาเล็ด
“ไม่ได้หรอกค่ะคุณฝน อีกไม่นานนิชาต้องจากไปแล้ว คุณธีกำลังจะแต่งงานใหม่” นาฏนิชาฝืนใจบอกออกไป แม้ลำคอรู้สึกฝาดเฝื่อนตีบตัน
“อย่าทิ้งธี ฉันขอ” รู้สึกเหมือนฝนทิพย์จะไม่ได้สนใจประโยคสั่นพร่าที่แสนยืดยาวของนาฏนิชา เจ้าหล่อนเอาแต่ขอร้องในสิ่งที่ต้องการ
คนต้องตอบ ก้มหน้างุด หล่อนก็อยากที่จะได้อยู่กับชายหนุ่มตลอดไป แต่คงเป็นไม่ได้ ในเมื่ออีกฝ่ายไร้รัก เขายึดมั่นต่อรักในตัวของฝนทิพย์ เช่นนั้นแม้จะไม่มีเรื่องแต่งงานเข้ามาแทรกกลาง อย่างไรสักวันก็ต้องจากกันอยู่ดี
“นิชา…ชา” คราวนี้เสียงเชื่องช้าเร็วขึ้น ราวเร่งรัดต้องการคำตอบ แต่หญิงสาวไม่สามารถให้อีกฝ่ายสมความปรารถนาได้ พร้อมทั้งต้องพยายามระงับเสียงสะอื้น เหลือบสายตามองคนหลับสนิทบนเตียงไม้
แม้ระงับเสียง แต่ไม่สามารถกลั้นน้ำตาเม็ดโต สถานการณ์เบื้องหน้าสร้างความอึดอัด กลืนไม่เข้าคายไม่ออกกันเลยทีเดียว สายตาเว้าวอนสร้างความหนักใจ
“เธอรักเขา ฉันรู้…รักแล้วทำไมไม่สู้เพื่อความรัก” น้ำเสียงทั้งประโยคไม่ได้กรุ่นด้วยอารมณ์ ไม่รู้สึกหึงหวงต่อชายคนรัก เพราะหมดวาสนาต่อกันไปนานแล้ว
“นิชาขอโทษ” น้ำเสียงแผ่วระโหย ขาดหายสั่นเครือตื้อในอก พลางเงยหน้าขึ้นมอง ก่อนพบหน้าซีดขาวค่อยๆ จางหายเลือนรางไปทีละน้อย บวกกับเสียงหนึ่งดังแหวกอากาศขึ้นมา
ก๊อก ก๊อก ก๊อก!
ร่างมีเม็ดเหงื่อผุดพรายเต็มใบหน้ากระเด้งตัวขึ้นพร้อมหอบหายใจถี่รุนแรง ยกมือขึ้นทาบอก กวาดตามองไปรอบๆ
ตอนที่ 4 ความเจ็บที่ไม่มีวันจางหาย
“เราฝันไปหรือนี่”
หัวใจเต้นรัวใจสั่นระริก ความฝันช่างเหมือนจริง ก่อนกวาดสายตามองไปรอบๆ อีกหน แล้วพบว่า ยามนี้เวลาล่วงเลยมาเกือบสิบโมงเช้า นั่นคือหล่อนไปทำงานสาย ซึ่งร่างน้อยต้องรีบลุกขึ้นมุ่งตรงไปยังประตูห้อง เพราะเสียงเคาะประตูดังขึ้นหลายหน
ทันทีที่ประตูบานน้อยเปิดออก ใบหน้าเหงื่อท่วมต้องฉีกยิ้มรับ เป็นรอยยิ้มของความดีใจ พลันโผเข้ากอดในทันใด คิดถึงจนน้ำตาแทบเล็ด หลังไม่ได้เจอกันมานานเกือบห้าเดือนเต็ม
“ยัยเพียง”
“ใช่ ฉันเอง ฉันคิดถึงแกมากๆ เลยนิชา”
สาวสวยร่างเล็กในแบบฉบับคนเอเชีย นั่นคือ เพียงดิน เพื่อนสนิทสุดรักของนาฏนิชา เพียงดินมีใบหน้ารูปไข่ คิ้วโก่งเรียวสวยดั่งคันศร จมูกโด่งเล็กน้อย ส่วนเรียวปากก็อวบอิ่ม มองแล้วชวนฝัน
“แกกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมไม่บอกฉันให้ไปรับล่ะ” นาฏนิชาถามอย่างดีใจ
“กลับมาเมื่อสองวันก่อนน่ะแก พอดีฉันรีบๆ เลยไม่ได้บอกใคร” เพียงดินอธิบาย ก่อนหันหลังกลับไปมองใครบางคนซึ่งยืนยิ้มกริ่ม
“พี่โรมมาด้วยหรือคะ” คนอ่อนแอดีใจเข้าไปใหญ่ เมื่
“ครับ น้องนิชา” ราเมศตอบรับเสียงเข้ม มียิ้มประดับบนใบหน้าคมแบบละติน
จากนั้นทั้งสามคนก็ย้ายตัวเข้าไปในห้อง ท่าทางของนาฏนิชาดีใจเป็นที่สุด เพราะในยามนี้เสมือนอยู่ตัวคนเดียวมากขึ้นในทุกขณะ นัยน์ตาก็เวิ้งว้างเหมือนคนหมดอาลัยตายอยากเข้าไปทุกที นับต่อจากนี้ไป คาดเดาได้ไม่ยากว่า คนซึ่งตนเองรักหมดหัวใจจะไม่มีทางเหยียบเท้ามาหาอีกแน่
โซฟาตัวยาวสีน้ำตาลรองรับก้นงอนของสองสาว ส่วนราเมศลากเก้าอี้ไม้ซึ่งเข้าชุดกับโซฟามานั่งจับจ้องและรับฟังเสียงเจื้อยแจ้ว แววตาซึ่งชายหนุ่มมองน้องต่างสายเลือดเต็มไปด้วยความรักใคร่ แม้ไม่ใช่พี่น้องกันโดยแท้จริง แต่รักและห่วงใยเป็นที่สุด แถมยังหวงแบบมดไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอม พวกผู้ชายซึ่งเข้ามารายล้อมจีบเพียงดิน ล้วนหนีหายกระเจิดกระเจิงเพราะฝีมือเขาทั้งนั้น
อเห็นโรม หรือราเมศ พี่ชายต่างสายเลือดของเพื่อนรัก หรือจะเรียกให้ถูกคือ เพียงดินไม่ได้ต่างไปจากตนแม้สักนิด เพราะเป็นเด็กกำพร้าที่บิดามารดาของราเมศรับไปดูแลด้วยความเมตตา
“แล้วนี่แกจะอยู่นานไหมยัยเพียง” เสียงพูดคุยกันยังดังต่อไปเรื่อยๆ
ด้านคนต้องตอบก็หันไปมองราเมศด้วยสายตาเว้าวอน หากไม่เพราะบริษัททางประเทศไทยเกิดปัญหา รับรองว่า หล่อนคงไม่มีโอกาสได้กลับมาเมืองไทย แถมยังเว้าวอนน้ำตาแทบเป็นสายเลือดกว่าจะได้ตามกลับมาด้วย
“คงประมาณสองอาทิตย์น่ะครับน้องนิชา ถ้าพี่จัดการปัญหาทางนี้เสร็จคงพาเพียงกลับทันที” คำอธิบายสร้างสีหน้ากร่อยสนิทให้แก่สาวทั้งสอง
